ตะกร้า 0

ลวดเชื่อม 2.6, 3.2, E6013 และ E7018 ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนให้เหมาะกับงาน

ลวดเชื่อม 2.6, 3.2, E6013 และ E7018 ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนให้เหมาะกับงาน

17 มิถุนายน 2026

ลวดเชื่อม 2.6 มม. มักเหมาะกับงานเหล็กบาง งานซ่อมเบา งานฝึกเชื่อม และเครื่องเชื่อมขนาดเล็ก ส่วนลวด 3.2 มม. ใช้กระแสสูงกว่า เติมเนื้อได้มากกว่า และเหมาะกับชิ้นงานที่หนาขึ้น

ส่วนรหัส E6013 และ E7018 ต่างกันที่ลักษณะการใช้งานและสมบัติของแนวเชื่อม โดย E6013 จุดอาร์กง่าย เดินแนวไม่ยาก เหมาะกับงานทั่วไปและผู้เริ่มต้น ส่วน E7018 เป็นลวดกลุ่ม Low Hydrogen ให้สมบัติเชิงกลสูงกว่า เหมาะกับงานรับแรง งานโครงสร้าง หรืองานที่ต้องการความน่าเชื่อถือของแนวเชื่อมมากขึ้น

ลวดเชื่อม 2.6 กับ 3.2 ต่างกันอย่างไร

ความต่างของลวด 2.6 มม. และ 3.2 มม. จะเห็นชัดเมื่อดูจากกระแสไฟที่ใช้และความหนาของชิ้นงาน ลวด 2.6 มม. ใช้กระแสต่ำกว่า จึงคุมง่ายกว่าในงานบางหรืองานฝึก ส่วนลวด 3.2 มม. ต้องใช้กระแสสูงกว่า แต่ช่วยเติมเนื้อแนวเชื่อมได้มากขึ้น เหมาะกับงานที่ชิ้นงานหนากว่า

สำหรับลวดกลุ่ม E6013 ขนาด 2.5 มม. มักใช้กระแสประมาณ 60–100 A ส่วนขนาด 3.2 มม. มักอยู่ที่ประมาณ 80–150 A ตัวเลขนี้ใช้เป็นกรอบตั้งต้นได้ แต่หน้างานจริงยังต้องปรับตามรุ่นลวด ท่าเชื่อม ความหนาชิ้นงาน และกำลังเครื่องเชื่อม

ข้อเปรียบเทียบ

ลวดเชื่อม 2.6 มม.

ลวดเชื่อม 3.2 มม.

กระแสไฟที่ใช้

ต่ำกว่า

สูงกว่า

ความง่ายในการคุมแนว

คุมง่ายกว่า เหมาะกับมือใหม่

ต้องคุมความร้อนและระยะลวดดีขึ้น

ชิ้นงานที่เหมาะ

เหล็กบาง งานซ่อมเบา งานฝึก

เหล็กหนาขึ้น งานประกอบ งานที่ต้องการเนื้อแนวมากขึ้น

เครื่องเชื่อมที่ใช้

เครื่องเล็กหรือเครื่องไฟบ้านบางรุ่นอาจรองรับได้ง่ายกว่า

ต้องดูว่าเครื่องมีกำลังพอหรือไม่

ความเร็วในการเติมเนื้อ

เติมเนื้อน้อยกว่า

เติมเนื้อได้มากกว่า

ความเสี่ยงถ้าใช้ผิดงาน

ถ้าใช้กับงานหนา แนวเชื่อมยึดติดกับชิ้นงานได้ไม่เต็มที่

ถ้าใช้กับงานบาง อาจร้อนเกินหรือทะลุได้ง่าย

จุดที่ควรจำคือ ลวด 3.2 มม. ไม่ได้ดีกว่า 2.6 มม. เสมอไป และลวด 2.6 มม. ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกงาน ขนาดลวดต้องสัมพันธ์กับความหนาชิ้นงานและกำลังเครื่อง ถ้าเครื่องเล็กแต่ฝืนใช้ลวดใหญ่เกินไป อาจเริ่มอาร์กยาก เครื่องตัดบ่อย หรือแนวเชื่อมไม่สม่ำเสมอ

ลวด 2.6 มม. เหมาะกับงานแบบไหน

ลวด 2.6 มม. เหมาะกับงานที่ต้องการควบคุมความร้อนได้ง่าย งานเหล็กไม่หนามาก และงานที่ผู้ใช้ยังอยู่ในช่วงฝึกพื้นฐาน เพราะใช้กระแสไม่สูงเท่าลวด 3.2 มม. จึงช่วยลดโอกาสที่ชิ้นงานบางจะทะลุหรือบิดงอจากความร้อนเกินไป

งานที่มักเหมาะกับลวด 2.6 มม. ได้แก่

  • งานฝึกเชื่อมพื้นฐาน เหมาะกับการเรียนรู้การตั้งกระแส การคุมระยะอาร์ก และการเดินแนว
  • งานซ่อมเหล็กขนาดเล็ก เช่น เหล็กกล่องบาง รั้ว ชั้นวาง หรือชิ้นงานที่ไม่ต้องรับแรงมาก
  • งานที่ใช้เครื่องเชื่อมขนาดเล็ก โดยเฉพาะเครื่องที่มีกระแสไม่สูงมาก หรือใช้งานกับระบบไฟที่มีข้อจำกัด
  • งานที่ต้องการลดความร้อนสะสม เช่น งานบาง งานแต้ม งานยึดชิ้นส่วนก่อนเชื่อมจริง

ถ้างานบางมาก การใช้ลวด 3.2 มม. อาจทำให้ความร้อนมากเกินจำเป็น ในทางกลับกัน ถ้างานหนาเกินไป ลวด 2.6 มม. อาจเติมเนื้อช้าและแนวเชื่อมอาจไม่กินลึกพอ

ลวด 3.2 มม. เหมาะกับงานแบบไหน

ลวด 3.2 มม. เหมาะกับงานที่ชิ้นงานหนาขึ้น ต้องการเนื้อเชื่อมมากขึ้น หรือใช้กับเครื่องที่ให้กระแสได้เพียงพอ จุดเด่นคือเติมเนื้อได้มากกว่าและเหมาะกับแนวเชื่อมที่ต้องการความต่อเนื่องมากขึ้น แต่ผู้ใช้ต้องควบคุมกระแส ความเร็วมือ และระยะอาร์กให้เหมาะ

งานที่มักเหมาะกับลวด 3.2 มม. ได้แก่

  • งานเหล็กทั่วไปที่หนาขึ้น เช่น โครงเหล็ก งานประกอบ งานซ่อมที่ต้องการแนวเชื่อมเต็มกว่า
  • งานที่ต้องการเติมเนื้อแนวมากขึ้น เหมาะกับรอยต่อที่ต้องการเนื้อเชื่อมมากกว่างานแต้มเบา
  • งานที่เครื่องเชื่อมมีกำลังพอ เครื่องต้องสามารถจ่ายกระแสได้เหมาะกับขนาดลวด ไม่ใช่ฝืนใช้ลวดใหญ่กับเครื่องเล็ก
  • งานที่ผู้ใช้มีพื้นฐานการคุมแนวแล้ว เพราะลวดใหญ่ขึ้นต้องคุมความร้อนและบ่อหลอมให้ดีกว่า

ถ้าใช้ลวด 3.2 มม. กับงานบางหรือเครื่องเล็กเกินไป ปัญหาที่เจอบ่อยคือร้อนเกิน ชิ้นงานทะลุ เริ่มอาร์กไม่นิ่ง หรือเครื่องตัดระหว่างเชื่อม

รหัส E6013 คืออะไร และบอกคุณสมบัติลวดเชื่อมอย่างไร

รหัส E6013 ไม่ได้เป็นแค่ชื่อรุ่น แต่เป็นรหัสที่บอกคุณสมบัติพื้นฐานของลวดเชื่อม โดยระบบ AWS ของลวดเชื่อมธูปจะใช้ตัวอักษรและตัวเลขเพื่อบอกชนิดลวด ความแข็งแรง ท่าเชื่อม และชนิดสารหุ้ม/กระแสไฟที่เหมาะสม 

อ่านแบบเข้าใจง่ายได้ดังนี้

  • E หมายถึง Electrode หรือลวดเชื่อมสำหรับงานเชื่อมไฟฟ้า
  • 60 หมายถึงค่าความต้านแรงดึงขั้นต่ำของแนวเชื่อมประมาณ 60,000 psi
  • 1 หมายถึงใช้งานได้ทุกท่าเชื่อม
  • 13 เกี่ยวกับชนิดสารหุ้มและลักษณะกระแสไฟที่ใช้ โดย E6013 อยู่ในกลุ่มลวดที่ใช้งานง่าย เหมาะกับงานเหล็กทั่วไป

E6013 เป็นลวดที่คนเริ่มต้นใช้งานเจอบ่อย เพราะจุดอาร์กง่าย เดินแนวไม่ยาก สแลกหลุดง่าย และให้แนวเชื่อมค่อนข้างเรียบ โดยลวด E6013 กลุ่ม rutile มักออกแบบมาให้ใช้งานง่าย จุดอาร์กซ้ำได้ดี ใช้ได้หลายตำแหน่ง และทนต่อสนิมหรือสิ่งปนเปื้อนบนผิวงานได้ในระดับหนึ่ง

ลวดเชื่อม 6013 กับ 7018 ต่างกันอย่างไร

E6013 และ E7018 ต่างกันที่สมบัติของแนวเชื่อม ลักษณะสารหุ้ม ความยากง่ายในการใช้งาน และงานที่เหมาะสม E6013 เหมาะกับงานทั่วไป งานซ่อม งานเหล็กบางถึงปานกลาง และผู้เริ่มต้น ส่วน E7018 เหมาะกับงานที่ต้องการสมบัติแนวเชื่อมสูงขึ้น เช่น งานรับแรง งานโครงสร้าง หรืองานที่ต้องควบคุมความเสี่ยงเรื่องการแตกร้าวจากไฮโดรเจน

 

ข้อเปรียบเทียบ

E6013

E7018

ความแข็งแรงตามรหัส

ประมาณ 60,000 psi

ประมาณ 70,000 psi

ลักษณะเด่น

จุดอาร์กง่าย แนวเรียบ

แนวแข็งแรงกว่า เป็นกลุ่ม Low Hydrogen

งานที่เหมาะ

งานทั่วไป งานซ่อม งานเหล็กบางถึงปานกลาง

งานรับแรง งานโครงสร้าง งานที่ต้องการความมั่นใจสูง

ความยากง่าย

ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่

ต้องคุมเทคนิคมากกว่า

การเก็บรักษา

ดูแลง่ายกว่า

ต้องระวังความชื้น

หลังเชื่อม

แนวเรียบ สแลกจัดการง่าย

แนวแข็งแรง แต่ต้องคุมการใช้งาน

รหัส E6013 และ E7018 ไม่ได้บอกแค่ชื่อรุ่น แต่ช่วยบอกคุณสมบัติของลวดเชื่อมด้วย เช่น ค่าความต้านแรงดึงขั้นต่ำ ท่าเชื่อมที่ใช้ได้ ชนิดสารหุ้ม และกระแสไฟที่เหมาะสม โดย E6013 อยู่ที่ประมาณ 60,000 psi ส่วน E7018 อยู่ที่ประมาณ 70,000 psi

E6013 เหมาะกับงานแบบไหน

E6013 เหมาะกับงานที่ต้องการความง่ายในการเชื่อม แนวเชื่อมเรียบร้อย และไม่ต้องการสมบัติเชิงกลระดับงานโครงสร้างหนัก เหมาะกับงานซ่อมทั่วไป งานเหล็กบางถึงปานกลาง งานรั้ว งานชั้นวาง งานเหล็กกล่อง หรืองานฝึกพื้นฐาน

จุดที่ทำให้ E6013 ใช้งานง่ายคือ

  • จุดอาร์กง่าย เหมาะกับคนที่ยังคุมระยะลวดไม่แม่นมาก
  • เดินแนวได้ค่อนข้างเรียบ ช่วยให้งานซ่อมทั่วไปดูเรียบร้อยขึ้น
  • สแลกหลุดง่ายกว่าในหลายงาน ลดเวลาทำความสะอาดหลังเชื่อม
  • เหมาะกับงานสั้น งานแต้ม และงานซ่อมทั่วไป โดยเฉพาะงานที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มรับแรงหนัก

อย่างไรก็ตาม E6013 ไม่ควรถูกเลือกเพียงเพราะใช้ง่าย หากงานมีแรงดึงสูง งานโครงสร้างจริงจัง หรือมีข้อกำหนดด้านมาตรฐาน ควรตรวจเอกสารงานและเลือกลวดตามเงื่อนไขทางวิศวกรรม

E7018 เหมาะกับงานแบบไหน

E7018 เหมาะกับงานที่ต้องการสมบัติแนวเชื่อมสูงกว่า E6013 โดยเฉพาะงานรับแรง งานโครงสร้าง งานเหล็กหนา หรืองานที่ต้องการลดความเสี่ยงจากไฮโดรเจนในแนวเชื่อม ลวดกลุ่มนี้มักถูกพูดถึงในฐานะลวด Low Hydrogen ซึ่งต้องควบคุมความชื้นและการเก็บรักษาดีกว่าลวดงานทั่วไป

ลวดกลุ่ม Low Hydrogen ต้องระวังความชื้นเป็นพิเศษ เพราะความชื้นในลวดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแตกร้าวจากไฮโดรเจน โดยเฉพาะในงานรับแรงหรืองานเหล็กที่มีความเค้นสูง ดังนั้น E7018 ควรเก็บให้แห้งและใช้งานตามเงื่อนไขที่ผู้ผลิตกำหนด เพื่อรักษาคุณสมบัติของลวดให้เหมาะกับงานจริง

งานที่เหมาะกับ E7018 ได้แก่

  • งานโครงสร้างที่ต้องการความแข็งแรงสูงขึ้น เช่น งานที่แนวเชื่อมต้องรับแรงมากกว่างานซ่อมทั่วไป
  • งานเหล็กหนาหรืองานหลายชั้นแนว เหมาะกับงานที่ต้องการแนวเชื่อมมั่นคงและควบคุมคุณภาพมากขึ้น
  • งานที่ต้องลดความเสี่ยงการแตกร้าว โดยเฉพาะงานที่มีความเค้นสูงหรือวัสดุไวต่อการแตกร้าว
  • งานที่มีข้อกำหนดด้านกระบวนการเชื่อม ต้องดู WPS หรือเอกสารงานเชื่อมประกอบ ไม่ควรเลือกจากความเคยชินอย่างเดียว

ข้อควรระวังคือ E7018 ไม่ใช่ลวดที่แค่ซื้อมาแล้วใช้เหมือน E6013 ได้ทุกสถานการณ์ หากเก็บไม่ดีหรือโดนความชื้นมากเกินไป จุดเด่นเรื่อง Low Hydrogen อาจลดลง และเสี่ยงต่อปัญหาแนวเชื่อมในภายหลัง

เลือก 2.6 หรือ 3.2 ต้องดูอะไรบ้าง

การเลือกขนาดลวดควรเริ่มจากความหนาของชิ้นงานและกำลังเครื่องเชื่อม ไม่ใช่เลือกจากความคุ้นเคยเพียงอย่างเดียว เพราะลวดเล็กเกินไปอาจเติมเนื้อไม่พอ ส่วนลวดใหญ่เกินไปอาจใช้กระแสสูงเกินเครื่องหรือทำให้ชิ้นงานบางเสียหาย

ก่อนเลือกขนาดลวด ควรดูปัจจัยเหล่านี้

  • ความหนาของชิ้นงาน งานบางมักเหมาะกับลวดเล็กกว่า งานหนาขึ้นอาจต้องใช้ลวดใหญ่ขึ้น
  • กำลังเครื่องเชื่อม เครื่องต้องจ่ายกระแสได้พอกับขนาดลวด ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขแอมป์สูงสุดบนหน้ากล่อง
  • ระบบไฟที่ใช้ ถ้าใช้ไฟบ้านหรือเครื่องเล็ก ควรระวังการใช้ลวดใหญ่ที่ต้องการกระแสสูง
  • ท่าเชื่อมและพื้นที่ทำงาน งานแนวตั้ง งานเหนือศีรษะ หรืองานพื้นที่แคบอาจต้องคุมบ่อหลอมละเอียดขึ้น
  • ความถี่ในการใช้งาน งานซ่อมเป็นครั้งคราวกับงานเชื่อมต่อเนื่องต้องการเครื่องและลวดคนละระดับกัน

ถ้าเป็นมือใหม่ที่ใช้เครื่องเล็กและทำงานเหล็กทั่วไป ลวด 2.6 มม. มักเป็นจุดเริ่มต้นที่คุมง่ายกว่า แต่ถ้างานหนาขึ้นและเครื่องมีกำลังพอ ลวด 3.2 มม. จะช่วยเติมเนื้อได้เร็วและเหมาะกับงานจริงจังมากขึ้น

เลือก E6013 หรือ E7018 ต้องดูอะไรบ้าง

การเลือก E6013 หรือ E7018 ควรดูจากภาระของงาน ไม่ใช่ดูแค่ว่าลวดไหนเชื่อมง่ายกว่า ถ้าเป็นงานซ่อมทั่วไป งานเหล็กไม่หนามาก งานฝึก หรืองานที่ต้องการแนวเชื่อมเรียบร้อยแบบใช้ง่าย E6013 มักตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าเป็นงานรับแรง งานหนา งานโครงสร้าง หรืองานที่ต้องการสมบัติเชิงกลสูงกว่า E7018 จะเหมาะกว่าเมื่อใช้งานและเก็บรักษาถูกต้อง

ลักษณะงาน

ลวดที่มักเหมาะ

เหตุผล

งานฝึกเชื่อม งานซ่อมเบา

E6013

จุดอาร์กง่าย คุมแนวง่ายกว่า

งานเหล็กบางถึงปานกลาง

E6013

ให้แนวเรียบ ใช้งานทั่วไปได้ดี

งานโครงสร้างหรืองานรับแรง

E7018

สมบัติแนวเชื่อมสูงกว่า

งานที่กังวลเรื่องแตกร้าวจากไฮโดรเจน

E7018

เป็นกลุ่ม Low Hydrogen เมื่อเก็บและใช้งานถูกต้อง

งานหน้างานที่ควบคุมการเก็บลวดยาก

ต้องพิจารณาให้รอบคอบ

E7018 ไวต่อความชื้นมากกว่า ควรดูสภาพการเก็บลวดจริง

สำหรับงานทั่วไป E6013 อาจเพียงพอและใช้ง่ายกว่า แต่ถ้างานมีผลต่อความปลอดภัยหรือรับแรงจริง ควรอ้างอิงแบบงาน มาตรฐาน หรือคำแนะนำจากผู้ผลิตลวด ไม่ควรเลือกจากความรู้สึกว่า “ลวดไหนเชื่อมง่ายกว่า”

ใช้ E6013 ขนาด 2.6 หรือ 3.2 แบบไหนดี

ถ้าโฟกัสที่ลวด E6013 โดยเฉพาะ ขนาด 2.6 มม. จะเหมาะกับงานบาง งานซ่อมเบา งานฝึก และเครื่องเชื่อมขนาดเล็ก ส่วนขนาด 3.2 มม. เหมาะกับงานที่ชิ้นงานหนาขึ้น ต้องการเติมเนื้อแนวมากขึ้น และเครื่องสามารถจ่ายกระแสได้เพียงพอ

แนวทางเลือกแบบง่ายมีดังนี้

  • E6013 ขนาด 2.6 มม. เหมาะกับงานเหล็กบาง งานซ่อมเบา งานฝึก และผู้ใช้ที่ต้องการคุมความร้อนง่ายขึ้น
  • E6013 ขนาด 3.2 มม. เหมาะกับงานเหล็กหนาขึ้น งานประกอบทั่วไป และงานที่ต้องการแนวเชื่อมเต็มกว่า
  • ถ้าใช้เครื่องเชื่อมขนาดเล็ก ควรเริ่มจากลวดเล็กก่อน เพราะใช้กระแสต่ำกว่าและคุมง่ายกว่า
  • ถ้างานหนาขึ้นหรือเชื่อมต่อเนื่องขึ้น ควรดูว่าเครื่องรองรับกระแสของลวด 3.2 มม. ได้จริงหรือไม่

ตัวเลขกระแสจากเอกสารผู้ผลิตช่วยเป็นกรอบตั้งต้นได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการทดลองปรับหน้างาน เพราะแต่ละเครื่อง ลวดแต่ละยี่ห้อ และท่าเชื่อมแต่ละแบบอาจต้องปรับต่างกันเล็กน้อย

เลือกลวดผิด เกิดปัญหาอะไรได้บ้าง

การเลือกลวดผิดอาจทำให้แนวเชื่อมดูติดในตอนแรก แต่รับแรงได้ไม่ดี หรือเกิดปัญหาหลังใช้งานจริง โดยเฉพาะเมื่อเลือกขนาดลวดไม่สัมพันธ์กับความหนาชิ้นงาน หรือเลือกรหัสลวดไม่ตรงกับประเภทงาน

ปัญหาที่มักตามมา ได้แก่

  • แนวเชื่อมยึดติดกับชิ้นงานได้ไม่เต็มที่ มักเกิดเมื่อใช้ลวดเล็กเกินไป กระแสต่ำเกินไป หรือชิ้นงานหนาเกินกำลังเครื่อง
  • ชิ้นงานบางทะลุหรือบิดงอ มักเกิดเมื่อใช้ลวดใหญ่หรือกระแสสูงเกินกับงานบาง
  • เครื่องเชื่อมตัดบ่อย อาจเกิดจากใช้ลวดใหญ่เกินกำลังเครื่อง หรือเชื่อมต่อเนื่องเกินรอบการทำงาน
  • แนวเชื่อมแตกร้าวภายหลัง อาจเกี่ยวกับการเลือกลวดไม่เหมาะกับงานรับแรง วัสดุ หรือการควบคุมไฮโดรเจนไม่ดี
  • ใช้ E7018 แต่เก็บรักษาไม่ถูกต้อง ลวดกลุ่ม Low Hydrogen ต้องระวังความชื้นมากกว่าลวดทั่วไป หากดูดความชื้นมากเกินไป จุดเด่นเรื่องการลดไฮโดรเจนอาจลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาแนวเชื่อมในบางงาน

การเลือกลวดเชื่อมควรดูร่วมกันทั้งขนาดลวด รหัสลวด กำลังเครื่อง ความหนาของชิ้นงาน และสภาพการใช้งานจริง ไม่ใช่เลือกจากความคุ้นเคยหรือขนาดที่มีอยู่เพียงอย่างเดียว

เลือกขนาดลวดและรหัสลวดให้เหมาะกับงาน

ถ้าเป็นงานฝึก งานซ่อมเบา หรืองานเหล็กทั่วไปที่ไม่ได้รับแรงมาก E6013 ขนาด 2.6 มม. มักเป็นจุดเริ่มต้นที่คุมง่าย เหมาะกับเครื่องขนาดเล็กและงานที่ต้องการควบคุมความร้อนได้ง่ายกว่า ส่วน E6013 ขนาด 3.2 มม. เหมาะกับงานที่ชิ้นงานหนาขึ้น เครื่องมีกำลังพอ และต้องการเติมเนื้อแนวเชื่อมมากขึ้น

ถ้างานเกี่ยวกับโครงสร้าง งานรับแรง งานเหล็กหนา หรือแนวเชื่อมต้องการสมบัติเชิงกลสูงกว่า ควรพิจารณา E7018 แทน E6013 แต่ต้องควบคุมการเก็บรักษาและความชื้นให้ดี เพราะลวดกลุ่ม Low Hydrogen มีเงื่อนไขการใช้งานมากกว่าลวดงานทั่วไป

โดยรวมแล้ว การเลือกให้เหมาะควรดูพร้อมกันทั้ง ความหนาชิ้นงาน ขนาดลวด รหัสลวด กระแสไฟ และกำลังเครื่องเชื่อม เมื่อปัจจัยเหล่านี้สัมพันธ์กัน แนวเชื่อมจะคุมง่ายขึ้น แข็งแรงขึ้น และลดโอกาสเสียงานจากการใช้ลวดผิดประเภท

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ลวดเชื่อม 2.6 กับ 3.2 ต่างกันอย่างไร

ลวด 2.6 มม. ใช้กระแสต่ำกว่า คุมง่ายกว่า และเหมาะกับงานบางหรืองานฝึก ส่วนลวด 3.2 มม. ใช้กระแสสูงกว่า เติมเนื้อได้มากกว่า และเหมาะกับงานที่ชิ้นงานหนาขึ้นหรือเครื่องเชื่อมมีกำลังพอ

ลวดเชื่อม 6013 กับ 7018 ต่างกันอย่างไร 

E6013 เหมาะกับงานทั่วไป งานซ่อม งานเหล็กบางถึงปานกลาง และผู้เริ่มต้น เพราะใช้งานง่าย ส่วน E7018 เป็นลวด Low Hydrogen ที่ให้สมบัติแนวเชื่อมสูงกว่า เหมาะกับงานรับแรง งานโครงสร้าง หรืองานที่ต้องการลดความเสี่ยงการแตกร้าว

มือใหม่ควรเริ่มจากลวดเชื่อมขนาดไหน

มือใหม่ที่ใช้เครื่องเชื่อมขนาดเล็กและทำงานเหล็กทั่วไปมักเริ่มจากลวด 2.6 มม. ได้ง่ายกว่า เพราะใช้กระแสต่ำและคุมบ่อหลอมง่ายกว่าลวด 3.2 มม.

E6013 ใช้กับงานโครงสร้างได้ไหม

E6013 ใช้กับงานเหล็กทั่วไปได้ดี แต่ถ้าเป็นงานโครงสร้างที่ต้องรับแรงจริงหรือมีข้อกำหนดด้านมาตรฐาน ควรดูแบบงานและเอกสารงานเชื่อมก่อน เพราะหลายกรณีอาจต้องใช้ลวดที่ให้สมบัติเชิงกลสูงกว่า เช่น E7018

E7018 ต้องเก็บรักษาอย่างไร

E7018 เป็นลวดกลุ่ม Low Hydrogen จึงควรป้องกันความชื้นและเก็บตามคำแนะนำผู้ผลิต หากลวดดูดความชื้นมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาไฮโดรเจนในแนวเชื่อม โดยเฉพาะงานรับแรงหรืองานเหล็กที่ไวต่อการแตกร้าว

ทีมงานที่เชี่ยวชาญของเรายินดีให้คำปรึกษา

หากสนใจสินค้าโคเวท สามารถติดต่อเราได้ที่

@kovet

[email protected]