ตู้เชื่อมไฟฟ้า หรือเครื่องเชื่อมไฟฟ้า คือแหล่งจ่ายไฟที่เปลี่ยนกระแสไฟจากอาคารให้เหมาะกับการสร้างอาร์กระหว่างอุปกรณ์เชื่อมกับชิ้นงาน ความร้อนจากอาร์กจะหลอมโลหะและวัสดุเติมให้ประสานติดกัน การเรียกตู้เชื่อมว่า MMA, MIG หรือ TIG จึงอ้างถึงกระบวนการเชื่อมที่เครื่องรองรับ ส่วน “อินเวอร์เตอร์” หมายถึงเทคโนโลยีภายในเครื่อง ไม่ได้เป็นกระบวนการเชื่อมอีกประเภทหนึ่ง
ตู้เชื่อมไฟฟ้ามีกี่แบบ ตู้เชื่อม MMA, MIG และ TIG ต่างกันยังไง
หากแบ่งตามกระบวนการเชื่อมที่พบในงานช่างและโรงงาน ตู้เชื่อมไฟฟ้ามี 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ MMA, MIG, TIG และเครื่องมัลติโพรเซส แต่ละแบบใช้วัสดุเติม อุปกรณ์ และทักษะต่างกัน การเลือกจากตัวเลขแอมป์สูงสุดเพียงอย่างเดียวจึงอาจได้เครื่องที่แรงพอ แต่ทำงานจริงไม่สะดวกหรือมีค่าใช้จ่ายแฝงสูงกว่าที่คาด
1. ตู้เชื่อม MMA
MMA หรือ Stick ใช้ลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์แบบก้านธูป เมื่ออาร์กเกิดขึ้น แกนลวดจะหลอมเป็นเนื้อเชื่อม ส่วนฟลักซ์สร้างแก๊สปกคลุมและสแลกเพื่อช่วยป้องกันแนวเชื่อม เครื่องมีอุปกรณ์ประกอบไม่มาก เคลื่อนย้ายสะดวก และทำงานกลางแจ้งได้ดีกว่ากระบวนการที่พึ่งแก๊สปกคลุม
MMA เหมาะกับงานซ่อมบำรุง งานเหล็กโครงสร้าง งานก่อสร้าง งานเกษตร และช่างที่ต้องย้ายจุดเชื่อมบ่อย ข้อแลกเปลี่ยนคือช่างต้องเปลี่ยนลวดเป็นระยะ มีสแลกให้เคาะหลังเชื่อม และเกิดสะเก็ดมากกว่า MIG หรือ TIG ตู้เชื่อม MMA แบบอินเวอร์เตอร์ขนาดประมาณ 120–200 แอมป์มักรองรับงานซ่อมและงานเหล็กทั่วไป ส่วนงานที่ใช้ลวดขนาดใหญ่หรือต้องเชื่อมต่อเนื่องควรพิจารณากำลังและ Duty Cycle เพิ่มเติม
2. ตู้เชื่อม MIG
MIG/MAG ใช้ชุดป้อนลวดส่งลวดเชื่อมจากม้วนผ่านปืนเชื่อมอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปใช้แก๊สปกคลุม เช่น คาร์บอนไดออกไซด์หรือแก๊สผสม ช่างจึงเดินแนวได้นานโดยไม่ต้องหยุดเปลี่ยนลวดบ่อย ให้ผลผลิตสูงและลดเวลาทำความสะอาดเมื่อเทียบกับการเชื่อมธูป
เครื่องเชื่อม MIG เหมาะกับงานผลิตซ้ำ งานเฟอร์นิเจอร์เหล็ก ตัวถังรถ งานประกอบโลหะแผ่น และสายการผลิต การเลือกต้องดูมากกว่ากระแสเชื่อม เพราะยังมีช่วงความเร็วป้อนลวด ขนาดลวดที่รองรับ ชนิดลูกกลิ้ง ชุดปืน และแก๊สที่ใช้ งานกลางแจ้งที่มีลมอาจทำให้แก๊สปกคลุมถูกพัดออกและเกิดรูพรุนได้ หากจำเป็นต้องเชื่อมนอกอาคาร อาจพิจารณาลวดฟลักซ์คอร์ชนิดไม่ใช้แก๊สกับเครื่องที่รองรับและสลับขั้วไฟได้ตามข้อกำหนดของลวด
3. ตู้เชื่อม TIG
TIG สร้างอาร์กด้วยทังสเตนซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เป็นลวดเติม ช่างสามารถป้อนลวดเติมแยกจากหัวเชื่อม จึงควบคุมความร้อนและบ่อหลอมได้ละเอียด แนวเชื่อมสะอาดและมีสะเก็ดน้อย เหมาะกับสเตนเลส งานโลหะแผ่น งานท่อ งานตกแต่ง และชิ้นงานที่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ของแนวเชื่อม
ถ้าเชื่อมเหล็กหรือสเตนเลส เครื่อง TIG DC มักเพียงพอ แต่ถ้าต้องเชื่อมอะลูมิเนียมด้วยกระบวนการ TIG ควรเลือกเครื่อง AC/DC ที่ออกแบบมาสำหรับงานดังกล่าว ควรตรวจสอบด้วยว่าเครื่องเป็น TIG แบบ HF Start, Lift TIG หรือเพียงรองรับการต่อหัวเชื่อมแบบ Scratch Start เพราะประสบการณ์ใช้งานและระดับการควบคุมต่างกัน การเห็นคำว่า TIG บนหน้าสเปกจึงยังไม่พอสำหรับตัดสินใจซื้อ
เครื่องเชื่อมมัลติโพรเซส
เครื่องมัลติโพรเซสรองรับกระบวนการเชื่อมมากกว่าหนึ่งแบบ เช่น MIG/MAG, MMA และ TIG เหมาะกับอู่ซ่อมบำรุง โรงงานที่มีชิ้นงานหลายชนิด หรือผู้ใช้ที่ต้องการลดจำนวนเครื่องประจำพื้นที่ เครื่องประเภทนี้ช่วยให้สลับงานได้ยืดหยุ่น แต่ควรตรวจรายละเอียดของแต่ละโหมด เพราะความสามารถ TIG ในเครื่องมัลติบางรุ่นอาจเป็น Lift TIG DC และไม่รองรับ TIG AC สำหรับอะลูมิเนียม
ความคุ้มค่าจึงขึ้นอยู่กับงานที่ใช้งานจริง หากเชื่อม MIG เป็นงานหลักทุกวัน เครื่องเฉพาะทางที่มีชุดป้อนลวดแข็งแรงและ Duty Cycle สูงอาจเหมาะกว่า แต่หากต้องรับทั้งงานผลิต งานซ่อม และงานนอกสถานที่ เครื่องมัลติช่วยลดการลงทุนซ้ำและลดพื้นที่ติดตั้งได้
ตารางเลือกแอมป์ ระบบไฟ และงานเชื่อมที่เหมาะสม
|
ประเภทเครื่อง |
ช่วงกระแส |
ไฟที่เครื่องรองรับ |
ลักษณะงานที่เหมาะ |
|
MMA |
120–160 A |
ไฟ 1 เฟส ตามพิกัดเครื่อง |
งานซ่อมเบา เหล็กทั่วไป งานติดตั้งนอกสถานที่ |
|
MMA |
180–250 A |
ไฟ 1 เฟสหรือ 3 เฟส แล้วแต่รุ่น |
โครงสร้าง งานซ่อมประจำอู่ ใช้ลวดหลายขนาด |
|
MMA |
300 A ขึ้นไป |
มักพบรุ่นไฟ 3 เฟส |
งานหนัก ลวดขนาดใหญ่ และการเชื่อมต่อเนื่อง |
|
MIG |
160–200 A |
ไฟ 1 เฟสตามพิกัด |
โลหะแผ่น เฟอร์นิเจอร์ งานรถ และงานผลิตเบา |
|
MIG |
250–350 A |
มีทั้งไฟ 1 เฟสและ 3 เฟส |
งานประกอบทั่วไปถึงงานผลิตในโรงงาน |
|
MIG |
400 A ขึ้นไป |
โดยมากใช้ไฟ 3 เฟส |
งานอุตสาหกรรมและแนวเชื่อมยาวต่อเนื่อง |
|
TIG DC |
160–250 A |
ไฟ 1 เฟสหรือ 3 เฟสตามรุ่น |
เหล็ก สเตนเลส งานท่อ และงานประณีต |
|
TIG AC/DC |
200–350 A |
ตรวจไฟเข้าของแต่ละรุ่น |
อะลูมิเนียม สเตนเลส และงานควบคุมความร้อน |
|
มัลติโพรเซส |
200–350 A |
มีทั้งไฟ 1 เฟสและ 3 เฟส |
อู่ซ่อม งานผลิตหลายชนิด และแผนกซ่อมบำรุง |
ช่วงกระแสในตารางเป็นแนวทางเบื้องต้น กระแสที่ใช้จริงยังขึ้นอยู่กับชนิดโลหะ ความหนา รอยต่อ ท่าเชื่อม ขนาดลวด และกระบวนการ ทั้งนี้ ความหนาของชิ้นงานมีผลต่อกระแสเชื่อมที่ต้องใช้ โดยต้องเลือกขนาดลวดและตั้งค่าความเร็วป้อนลวดให้สัมพันธ์กันด้วย เพื่อให้ได้แนวเชื่อมที่เหมาะกับลักษณะงานเชื่อมแต่ละแบบ
การเลือกแอมป์ของตู้เชื่อมไฟฟ้า
ตู้เชื่อมสองเครื่องที่ระบุ 200 แอมป์อาจรองรับงานต่อเนื่องต่างกัน จึงควรดู Duty Cycle ควบคู่กับกระแสสูงสุดตัวอย่างเช่น 200 A ที่ Duty Cycle 40% หมายถึง ภายใต้เงื่อนไขทดสอบของผู้ผลิต เครื่องเชื่อมได้ 4 นาทีและต้องพัก 6 นาทีในรอบ 10 นาที ไม่ได้หมายความว่าเครื่องจ่าย 200 A ต่อเนื่องได้ตลอดเวลา
ควรตรวจพิกัดกระแสไฟเข้าด้วย เพราะเครื่องที่ระบุว่าใช้ไฟ 220–230 โวลต์อาจใช้กระแสสูงเกินกว่าวงจรไฟบ้านบางจุดจะรองรับ เครื่องกำลังสูงอาจต้องใช้เบรกเกอร์ ปลั๊ก สายไฟ และสายดินตามพิกัด ส่วนเครื่องไฟ 3 เฟสต้องติดตั้งในสถานที่ที่มีไฟประเภทนี้ จึงควรตรวจทั้งกระแสเชื่อมที่ต้องการและแหล่งจ่ายไฟของสถานที่ก่อนเลือกเครื่อง
เลือกตู้เชื่อมไฟฟ้าอย่างไรให้เหมาะกับงานเชื่อม
- โลหะและความหนาของชิ้นงาน
ตรวจว่าต้องเชื่อมเหล็ก สเตนเลส หรืออะลูมิเนียม รวมถึงความหนาที่ใช้งานเป็นประจำ เพราะมีผลต่อประเภทเครื่อง ช่วงกระแส และวัสดุเชื่อมที่ต้องใช้ - ลักษณะการทำงาน
งานซ่อมเหล็กทั่วไปและต้องย้ายเครื่องบ่อยเหมาะกับ MMA งานผลิตซ้ำหรือแนวเชื่อมยาวเหมาะกับ MIG ส่วนงานบาง งานสเตนเลส และงานที่เห็นแนวเชื่อมเหมาะกับ TIG - ไฟฟ้าที่มีในพื้นที่
ตรวจว่าเป็นไฟ 1 เฟสหรือ 3 เฟส รวมถึงพิกัดเบรกเกอร์ ปลั๊ก สายไฟ และสายดิน เครื่องที่ใช้ไฟ 220–230 โวลต์บางรุ่นอาจกินกระแสสูงกว่าวงจรไฟทั่วไปจะรองรับ - ช่วงกระแสเชื่อม
งานบางควรดูค่ากระแสต่ำสุดและความละเอียดในการปรับ ส่วนงานหนาต้องมีกระแสสูงเพียงพอ ตัวเลขแอมป์สูงสุดจึงไม่ควรเป็นเกณฑ์เดียวในการเลือก - Duty Cycle
ค่านี้บอกระยะเวลาที่เครื่องเชื่อมทำงานได้ภายในรอบ 10 นาที โรงงานหรืออู่ที่เชื่อมต่อเนื่องควรเลือกรุ่นที่มี Duty Cycle เหมาะกับกระแสที่ใช้งานจริง - อุปกรณ์และอะไหล่
ตรวจว่าชุดเครื่องมีสายเชื่อม ปืนเชื่อม ชุดป้อนลวด เกจแก๊ส หรืออุปกรณ์ใดมาให้บ้าง รวมถึงหาอะไหล่สิ้นเปลืองได้สะดวกหรือไม่ - การรับประกันและบริการซ่อม
เงื่อนไขรับประกัน อะไหล่ และช่องทางส่งซ่อมมีผลต่อค่าใช้จ่ายระยะยาว โดยเฉพาะเครื่องที่ใช้ประจำในอู่หรือโรงงาน
KOVET มี ตู้เชื่อม MMA, MIG และ TIG สำหรับงานหลายระดับ พร้อมประสบการณ์ด้านงานเชื่อมและตัดกว่า 38 ปี รวมถึงช่องทาง ส่งซ่อม เคลม และบริการหลังการขาย ผู้ซื้อควรตรวจสเปก อุปกรณ์ในชุด และเงื่อนไขรับประกันของแต่ละรุ่นก่อนสั่งซื้อ เพราะรายละเอียดอาจแตกต่างกันไป
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ใช้งานในบ้านควรเลือกตู้เชื่อมกี่แอมป์
งานซ่อมเหล็กทั่วไปมักเริ่มพิจารณาเครื่อง MMA อินเวอร์เตอร์ประมาณ 120–200 แอมป์ แต่ต้องเลือกจากขนาดลวดที่ใช้จริงและตรวจว่ากระแสไฟเข้าของเครื่องเหมาะกับวงจรไฟในสถานที่ ไม่ควรตัดสินจากเลขแอมป์สูงสุดเพียงค่าเดียว
มือใหม่ควรเริ่มจาก MMA หรือ MIG
MMA ลงทุนอุปกรณ์น้อย เคลื่อนย้ายง่าย และเหมาะกับงานซ่อมหลากหลาย ส่วน MIG ป้อนลวดต่อเนื่องและฝึกเดินแนวได้ง่ายสำหรับผู้เริ่มต้นหลายคน แต่ต้องเรียนรู้การตั้งความเร็วลวด แรงดัน และการใช้แก๊ส ทางเลือกควรอิงจากชิ้นงานแรกที่จะนำไปใช้มากกว่าคำว่าแบบไหนเชื่อมง่ายที่สุด
ตู้เชื่อมอินเวอร์เตอร์ต่างจากตู้เชื่อม MMA หรือไม่
อินเวอร์เตอร์เป็นเทคโนโลยีควบคุมและแปลงไฟภายในเครื่อง ส่วน MMA เป็นกระบวนการเชื่อม ตู้เชื่อม MMA, MIG และ TIG ต่างก็สามารถใช้เทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ได้ จึงไม่ควรนำสองคำนี้มาแบ่งเป็นประเภทในระดับเดียวกัน
เครื่องมัลติโพรเซสเชื่อมอะลูมิเนียมได้ทุกเครื่องหรือไม่
ไม่ได้ทุกเครื่อง งาน MIG อะลูมิเนียมอาจต้องใช้อุปกรณ์ป้อนลวดที่เหมาะ เช่น Spool Gun หรือชุดป้อนเฉพาะ ส่วน TIG อะลูมิเนียมโดยทั่วไปต้องดูความสามารถ AC TIG การมีคำว่า TIG หรือ MIG บนเครื่องยังไม่ยืนยันว่าพร้อมเชื่อมอะลูมิเนียมครบชุด
เลือกไฟ 1 เฟสหรือ 3 เฟสดีกว่า
ไฟ 1 เฟสเหมาะกับบ้าน อู่ขนาดเล็ก และงานที่ต้องเคลื่อนย้าย ส่วนไฟ 3 เฟสมักพบในเครื่องกำลังสูงสำหรับโรงงานและงานต่อเนื่อง ควรเลือกตามไฟที่มีอยู่จริงและให้ช่างไฟประเมินเบรกเกอร์ ขนาดสาย และจุดต่อก่อนติดตั้ง
ตู้เชื่อม 200 แอมป์เชื่อมเหล็กหนาได้เท่าไร
ระบุจากตัวเลข 200 แอมป์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับกระบวนการ รอยต่อ จำนวนเที่ยวเชื่อม ขนาดลวด และ Duty Cycle เหล็กหนาสามารถเชื่อมหลายชั้นได้ แต่เวลาและคุณภาพงานอาจต่างจากการใช้เครื่องที่มีกำลังสำรองเหมาะกับงาน จึงควรนำรายละเอียดชิ้นงานให้ผู้ขายช่วยเทียบกับตารางตั้งค่าของเครื่องแต่ละรุ่นก่อนซื้อ